2008/Jun/02

สงสัยภรรยาผมจะท้องแล้วล่ะ ยังไม่ได้ confirm

 

อยากได้ลูกสาวแฮะ

2008/Jun/02

หลายปีผ่านไป ( ซะเมื่อไหร่ )ก็ราว ๆ ปีกับอีกหน่อย ๆ ที่ผมจากประเทศไทย บ้านเกิด มาอาศัย อยู่ต่างประเทศ ที่เรียกว่า ออสเตรเลีย  ก็ต้องเรียกว่าอาศัยแหละ ทั้งอยู่ ทั้งเรียน ทั้งทำมาหากินเป็นเรื่องเป็นราวเลย จากวันนั้นที่ผมออกมาจากสนามบิน ก่อนหน้านั้นผมก็ไปกินข้าวกับครอบครัว วันก่อนหน้านั้นก็ไปกินข้าวกับเพื่อน เที่ยวผับกับเพื่อน ๆ  ยังจำได้ว่า ตอนนั้นเมืองไทย ก็ยังคงเป็นที่ที่อยู่แล้ว ค่อนข้างสบายใจ ไม่ค่อยมีอะไรให้กังวลใจอะไรเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับเมืองไทยวันนี้ผมยังจำได้ เวลา รถไอติมวิ่งเข้ามาขายไอติมในลานจอดรถหน้าบ้าน เด็กที่หอลงมาซื้อไอติมกัน ถ้าใครหยิบคอนเน็ตโตขึ้นมาแล้วถามว่าเท่าไหร่ คนขายจะตอบว่า 25 บาท แค่นั้น คนซื้อก็บ่นแล้ว่า โหย แพงจังได้ข่าวว่าปัจจุบัน ราคาคอนเน็ตโต อยู่ที่ 35 บาท ราคาพอ ๆ กับที่นี่เลย ที่นี่อาจจะแพงกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง เช้าวันนี้ ผมโทรกลับไปที่บ้าน คุยกับพ่อ คุยกับแม่ ก็เลยถาม ๆ ดูว่า ราคาข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยวเรือที่ผมชอบกินประจำนั้นราคาประมาณเท่าไหร่แล้ว ในยุค ที่ผมอาจจะเรียกว่ากลียุค ราคาก็ตกอยู่ราว ๆ 35 บาท ก๋วยเตี๋ยวร้านเนื้อวัวรสเยี่ยมที่ทักษิณเคยไปนั่งกิน ก็ถ้วยละ 50 บาทแล้ว(-..-    ) a  กิฟท์บอกว่า บ้านเมืองมิเคยทุรยศถึงเพียงนี้ ผมก็ว่างั้น ผมพูดตรง ๆ ในฐานะคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในประเทศไทย ผมรู้สึกค่อนข้างเซ็งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยตอนนี้ค่อนข้างมากพอสมควร โดยเฉพาะเวลาผมไปซื้อมาม่าที่ร้านเวียดนาม แล้วเขาบอกว่า เอามาจากเมืองไทย มาขายให้ยูไม่ได้ เพราะเขาไม่นำเข้า

ปรากฏว่าของไทยโดน บอยคอต เพราะบ้านเมืองป่าเถื่อนงั้นเหรอ  นอกจากข้าวที่ก็นำเข้าไม่ค่อยจะได้เพราะผลผลิตการเกษตรไม่ค่อยดีแล้ว อาหารแห้งก็ถูกตัดโควต้านำเข้า

 

แล้วผมจะเอามาม่าที่ไหนกินละทีนี้ รู้สึกว่าไอ้พวกพันธมิตรฯนี่ นอกจากจะทำให้คนที่ต้องไปทำงานลำบาก เพราะปิดถนนแล้ว ยังจะทำให้คนไทยที่อยู่ต่างประเทศอย่างผมไม่มีมาม่ากินซะแล้ว

 

จริง ๆ แล้วไม่มีมาม่ากิน ผมว่ามันเรื่องเล็กนะ ถ้าเทียบกับความเดือดร้อนที่พวกเขาปิดถนน คนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพหลาย ๆ คน ต้องได้รับผลกระทบจาก ”คนที่ไม่ทำงาน ” เอาแต่เดินขบวน ผมอยากรู้จริง ๆ ว่า จริง ๆ แล้วเขาทำเพื่อประเทศ จริงหรือเปล่า วัน ๆ ไม่ทำการทำงาน เขาเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงครอบครัวของพวกเขา เพราะลำพังเงินบริจาค ไม่สามารถเลี้ยงชีวิต และ ครอบครัวของทุกคนที่มาเดินขบวนได้หรอก  กับข้าวกับปลาก็แพงถึงเพียงนี้ ถ้าไม่ใช่มหาเศรษฐีก็คงอยู่ไม่ได้โดยไม่ทำงาน มีเวลามาเดินเล่นปิดถนนเป็นวัน ๆ ในขณะที่คนอื่นเขาทำมาหากินสุจริต ( ก็ยังไปปิดเส้นทางไปทำงานเขาอีกแน่ะ )

 

พวกเขาไม่ทำงาน พวกเขาเอาเงินมาจากไหน หรือ ว่า การเดินขบวนของเขาเป็นงาน และ มันก็ได้เงิน

 

ผมไม่รู้นะ

 

ผมคงไม่กลับไทยอีกหลายปี เพราะ วันนี้ ประเทศไทยไม่น่าอยู่ซะแล้ว มีพวกเขาเดินขบวนปิดถนนทุกวัน ถ้าผมกลับไปทำงานที่ไทย แล้วโดนปิดถนนแบบนี้ผมก็ท้อเป็นเหมือนกันนะ

 ไหนราคาค่าของก็แพง จะไปทำงานก็มีพวกถ่วงความเจริญมาสกัดกั้นอีก จินตนาการไม่ออกเลยว่า คนไทยทุกวันนี้ ต้องทนรับสภาพความกดดันอย่างไรบ้าง  

edit @ 2 Jun 2008 09:22:37 by Black Sheep RoYaL

2007/Mar/08


กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว ประมาณสี่ปีที่แล้วได้มั้ง ผมเปิดเมวของ hotmail ชื่อ black_sheep_royal@hotmail.com ขึ้นมาใช้
หลังจากนั้น user name ต่าง ๆ ก็ใช้ black sheep เหมือนกันหมดเลย ทำให้มีหลายคนสงสัยว่าทำไมต้อง black sheep

ผมเองก็ไม่เคยตอบคำถามนี้นะ เพราะไม่อยากตอบ แต่พักหลัง ๆ คนเข้าใจกันไปใหญ่ว่าผมมันต้องมีอะไรไม่เหมือนชาวบ้านแน่ ๆ
เฮ้ย ผมก็คนนะโว้ย ไอ้ที่ต่างกันมันก็แค่วุ้นที่อยู่ในกระโหลกเท่านั้นเอง

เริ่มแรกสุดที่ประณามตัวเองเป็นแกะดำ เพราะผมไม่สามารถเข้าสังคมกับคนกลุ่มใหญ่ได้
เป็นปมด้อยอย่างหนึ่งที่ผมมีเพื่อนน้อยค่อนข้างน้อย ผมเป็นคนเลือกคบเพื่อน คนไหนเข้ากันไม่ได้ก็จะไม่คบหาแบบสนิทมาก
ส่วนมากก็จะคบกับคนที่นิสัยคล้าย ๆ กันมากกว่า บังเอิญว่ามันมีน้อย ก็เลยมีเพื่อนน้อยไง ปกติผมไปกับเพื่อน จะไปเป็นขโยง แต่ที่ซี้กัน นับไม่ถึงห้า
ที่จริงมันก็น่าจะปกตินะ ถ้าไม่ได้บังเอิญว่าเป็นพวกเด็กมีปัญหาเหมือนกัน

คำว่าแกะดำ ก็คือ การ underestimate อย่างหนึ่ง หมายถึงการไม่เข้าพวก เป็นคนกลุ่มน้อย และ ไม่ได้หมายความว่าต้องดีเด่นเสมอไป
สีดำ เป็นสีของความหม่นหมอง ย่อมหมายถึงคนกลุ่มนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเท่าไหร่ จึงใช้สีดำเป็นสัญลักษณ์
ยกตัวอย่างเช่น สมัยมัธยม ผมโดดเรียน และ ก็มีเรื่องชกต่อยประจำ เขาส่งมาเรียน แต่มาก่อเรื่องซะงั้น แบบนี้มันเท่มั้ง พ่อแม่ต้องเรียกมาสั่งสอนแทบทุกอาทิตย์
พ่อแม่ไม่ชอบให้สัก ก็สัก ชอบแหวก แหก ฝ่าฝืน บรรทัดฐาน และ ความคาดหวัง ของคนรอบข้าง
บ้านใครใช้สีดำเป็นสัญลักษณ์ของความดีงามและดีเด่นมั่งครับ? สงสัยงานศพคงใช้สีชมพู ( อย่างน้อยคนแทบทั้งโลกก็ใช้สีดำในงานอัปมงคลน่ะ )

ไม่แปลกเลยที่ใครจะว่า พวกแกะดำมันเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน
ที่จริงแล้ว ใครก็รักอิสระในการตัดสินใจด้วยตัวเอง หรือว่าไม่จริง ? เพียงแต่การฝ่าฝืนบางครั้งมันสุดโต่งเกินไป หลายครั้งที่ผมเขียน blog หรือ ไดอารี่ ผมมักเขียนประโยคอะไรสักอย่างเจ๋ง ๆ เช่น
รักอิสระ บ้าง มีการตัดสินใจด้วยตัวเองบ้าง ให้คนหมั่นไส้เล่น


เป็นแกะดำไม่ได้เท่ มันมีอุปสรรคขวางกั้น เขาเรียกกันว่า บรรทัดฐานของสังคม ถ้าบังเอิญไปทำอะไรแหก ๆ หน่อย จะซวย เช่น ไปตีกับวัยรุ่นก๊วนอื่น ไม่เข้าห้องเชียร์สมัยอยู่มหาลัย
ไม่นับถือรุ่นพี่ ไม่ทำตามกฏ sotus บลา ๆ ลองคิดดูแล้วกัน คนหนึ่งคนที่แหกบรรทัดฐานของสังคม แล้วอยู่มาได้ ไม่ได้เก่ง แต่น่าจะเป็นอะไรที่ผิดพลาดมากกว่า

บ้างก็ว่า self จัด ไม่ยอมรับความคิดเห็นของใคร มีโลกส่วนตัว ก็จริง พวกแกะดำก็จะมีความมั่นใจสูงเมื่ออยู่กับพวกสีเดียวกัน มันก็เหมือนมีอาณาจักรส่วนตัวย่อย ๆ นั่นแหละ


มันไม่แปลกหรอกเวลาคนหนึ่งคนจะแหกบรรทัดฐานของความคิดของคนในสังคม แล้วโดนอะไรต่าง ๆ นานา แค่แปลกแยก มันก็โดนกระแสไปหลายกระแสแล้ว บางคนก็ชอบ บางคนก็ชัง
เรื่องความคิดแหวกแนวที่แปลกใหม่ไม่ต้องไปคิดเลย การแปลกแยกไม่ได้หมายความว่ามันดี ถูกมั๊ย ?

ยกตัวอย่างเช่น การเมือง มีคนแบ่งออกเป็นสองฝ่าย พวกจะไม่เข้าข้างฝ่ายไหนเลย แล้วออกมาด่าว่าคนชาติเดียวกันแท้ ๆ กัดกันยังกะหมา ขนาดเรื่องจบไปเป็นชาติแล้วก็ยังกัดกันไม่เลิก
มันก็จะโดน ทั้งสองฝ่ายนั่น รุมสกรัม ใช่หรือไม่ นอกจากไม่เข้าพวก ไม่ห้ามมวยแล้วยังปากหมาอีก


ถ้าใครคิดจะลดตัวเองมาเป็นแกะดำในสายตาคนอื่นพึงระลึกไว้เสมอเลยว่าจะต้องโดนอะไรที่มันไม่ค่อยดีดังนี้
1 หมั่นไส้
2 เกลียด
3 ความแตกต่างตามความคิดที่นำมาสู่สองข้อข้างต้น
4 จากนั้นจะโดนด่า

ถ้าไม่นิ่งพอ แล้วเต้นตะแว้ด ๆ มีน้ำโหกับคนอื่นนะ สงสัยต้องไปหัดนั่งสมาธิ สำหรับตัวผมเองนะ ผมรู้ดี การที่คนเราจะมีความโกรธและเกลียดชัง หรือ ความแตกต่างทางความคิด มันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
คนบางพวกเอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ยิ่งมือไวได้อ่านอะไรไม่สบอารมณ์ปุ๊บ พวกกดแป้นพิมพ์ตอบเลย ไม่ได้นั่งคิดก่อนเลยสักนิด หรือ คิดแล้ว คิดอย่างเดียว จะเล่นงานคนที่มันเกลียด หรือ หมั่นไส้ ให้มันลุกขึ้นเต้นเหยง ๆ ด้วยความคับแค้นใจหน้าจอคอมได้ไง
มันต้องรับให้ได้สิครับ เลือกเป็นตัวประหลาดของสังคม เป็นตัวล่อเป้า ต้องรับให้ได้สิครับ ?

มันมีเหตุผลอีกเป็นล้านจะยกมาเอ่ยถึงชื่อสมมติของผม แต่จริง ๆ แล้ว มันมีแค่เหตุผลเดียวที่ผมใช้ชื่อนี้แล้วไม่เคยเปลี่ยนเลยคือ เพราะใคร ๆ ก็ไม่รัก
ครั้งแรกที่ใช้ชื่อนี้เพราะ แฟนเก่าผม บอกเลิกกับผม จากนั้นเดินไปในมหาลัยเจอคู่รักกระหนุงกระหนิงกัน เรามันก็ตัวคนเดียว มันก็แกะดำดี ๆ นี่เอง คำนี้ผุดขึ้นมาในสมองแล้วก็เอาไปใช้เฉยเลยกรั่ก ๆ
เวลาเล่น msn กับแฟนเก่า เธอมักจะใช้ nickname ว่า white sheep หมายความว่าเธอไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับผมแล้ว


พอรู้ที่มาจริง ๆ แล้วมันเจ็บปวดดีไหมล่ะ

ไว้มีแฟนอีกทีจริง ๆ แล้วจะเปลี่ยน user name ทุกอย่างให้เป็น mutant